Blogs


รู้ไว้นะออเจ้า... "มะม่วง" ผลไม้มากประโยชน์

มะม่วง

มะม่วง ชื่อสามัญ Mango

มะม่วง ชื่อวิทยาศาสตร์ Mangifera indica L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Mangifera austroyunnanensis Hu) จัดอยู่ในวงศ์มะม่วง (ANACARDIACEAE)

มะม่วงจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินเดีย และถือว่าเป็นผลไม้ประจำชาติของประเทศอินเดีย ในบ้านเรานั้นมะม่วงจัดเป็นผลไม้เศรษฐกิจซึ่งส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก

สำหรับพันธุ์มะม่วงนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์มาก โดยสายพันธุ์ที่แพร่หลายมากที่สุดเห็นจะเป็นพันธุ์เขียวเสวย แรด น้ำดอกไม้ อกร่อง ฟ้าลั่น โชคอนันต์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นก็จะมีรสชาติและลักษณะแตกต่างกันออกไป

ประโยชน์ของมะม่วงที่เราเห็นเป็นประจำก็คงจะไม่พ้นการนำมารับประทานเป็นผลไม้สดทั้งดิบและสุก หรือมีการไปทำเป็นอาหารว่างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น มะม่วงกวน มะม่วงแก้ว มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวเหนียวมะม่วง พายมะม่วง และนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น ใส่น้ำพริก ยำ ส้มตำ ส่วนยอดอ่อนหรือผลอ่อนก็สามารถนำมาประกอบอาหารแทนผักได้ด้วย เป็นต้น

สำหรับข้าวเหนียวมะม่วงนั้นจะมีแคลอรีสูงเพราะประกอบไปด้วยน้ำตาล ไขมันจากกะทิเป็นหลัก ผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวมีสุขภาพดี การรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงจึงไม่น่าจะมีปัญหาต่อสุขภาพ แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน การรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงอาจจะไปทำให้น้ำตาลและไขมันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือน้ำหนักตัวเพิ่ม ความดันสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามรับประทานเสียทีเดียว แต่การรับประทานก็ควรรับประทานอย่างระวัง และพิจารณารับประทานให้พอดีกับสุขภาพก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด

สรนรพคุณของมะม่วง

  1. รับประทานมะม่วงก็ช่วยทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาได้เหมือนกัน
  2. มะม่วงมีวิตามินซีสูง จึงช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี
  3. มะม่วงมีวิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  4. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา เพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอและเบตาแคโรทีน
  5. เป็นผลไม้ที่มีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย
  6. ช่วยทำให้ผ่อนคลายและหลับสบายยิ่งขึ้น
  7. ช่วยทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ ปรับสมดุลภายใน
  8. ผลมะม่วงดิบมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  9. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ
  10. มีส่วนช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ รวมไปถึงต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น
  11. ช่วยเยียวยาและรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ใบมะม่วงประมาณ 15 ใบ นำมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาด 1 ถ้วย โดยใช้ไฟอ่อน ๆ นาน 1 ชั่วโมง ถ้าน้ำแห้งก็เติมเรื่อย ๆ เมื่อเสร็จแล้วนำมาตั้งทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน พอเช้าก็นำมากรองเอาแต่น้ำดื่มติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน
  12. ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ด้วยการรับประทานผลสดแก่
  13. ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ด้วยการรับประทานผลสดแก่
  14. ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการรับประทานผลมะม่วง
  15. ช่วยแก้โรคคอตีบ ด้วยการใช้เปลือกของลำต้นมะม่วงมาต้มรับประทาน
  16. แก้ซางตานขโมยในเด็ก ด้วยการใช้ใบมะม่วงพอประมาณนำมาต้มรับประทาน
  17. ช่วยรักษาอาการเยื่อปากอักเสบ จมูกอักเสบ ด้วยการใช้เปลือกของลำต้นมะม่วงมาต้มรับประทาน
  18. เปลือกมะม่วงของผลดิบ นำมาคั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนและอาการปวดเมื่อยช่วงมีประจำเดือน
  19. เปลือกต้นมะม่วง นำมาต้มเอาน้ำดื่ม ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน
  20. ไฟเบอร์จากมะม่วงเป็นตัวช่วยสำหรับการย่อยอาหารและเผาผลาญพลังงาน
  21. แก้อาการท้องอืด ด้วยการนำใบสดประมาณ 15 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้เมล็ดของมะม่วงสุกมาตากแห้งแล้วต้มเอาน้ำดื่ม หรือจะบดให้เป็นผงก็ได้แล้วนำมารับประทาน
  22. ช่วยแก้อาการบิด ถ่ายเป็นเลือด ด้วยการรับประทานผลมะม่วง
  23. ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ด้วยการรับประทานผลมะม่วง
  24. แก้อาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง ด้วยการนำใบสดประมาณ 15 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม
  25. มีส่วนช่วยในการขับถ่าย มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ด้วยการรับประทานมะม่วงสุก
  26. ช่วยขับปัสสาวะ ด้วยการรับประทานผลมะม่วง
  27. ช่วยขับพยาธิ ด้วยการใช้เมล็ดของมะม่วงสุกมาตากแห้งแล้วต้มเอาน้ำดื่ม หรือจะบดให้เป็นผงก็ได้แล้วนำมารับประทาน
  28. น้ำต้มกับใบมะม่วงสดประมาณ 15 กรัม ใช้ล้างบาดแผลภายนอกได้
  29. ใช้เป็นยาสมานแผลสด ด้วยการใช้ใบมะม่วงสดล้างให้สะอาดแล้วนำมาตำและพอกบริเวณที่เป็นแผล

ประโยชน์ของมะม่วง

  1. เนื้อไม้ของต้นมะม่วง สามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้
  2. ใช้ประกอบอาหารหรือใช้รับประทานเป็นของว่างได้หลากหลาย เช่น ทำน้ำพริก ยำมะม่วง ต้มยำ เมี่ยงส้ม หรือการทำเป็นมะม่วงน้ำปลาหวาน คั้นเป็นน้ำผลไม้ก็ได้เช่นกัน
  3. นำมาแปรรูปเป็นมะม่วงกวน มะม่วงแก้ว มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงเค็ม น้ำแยมมะม่วง พายมะม่วง เป็นต้น
  4. ใบแก่ของมะม่วงใช้เป็นสีย้อมผ้าให้เป็นสีเหลือง
  5. ทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้าด้วยการใช้มะม่วงสุกมาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ จากนั้นใช้ช้อนบดขยี้เนื้อมะม่วงให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก จะทำให้ผิวหน้าดูสะอาดเกลี้ยงเกลา รูขุมขนดูกระชับ ผิวเรียบเนียนไร้รอยเหี่ยวย่น

คุณค่าทางโภชนาการของมะม่วงดิบต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 60 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม
  • น้ำตาล 13.7 กรัม
  • เส้นใย 1.6 กรัม
  • ไขมัน 0.38 กรัม
  • โปรตีน 0.82 กรัม
  • วิตามินเอ 54 ไมโครกรัม 6%
  • เบตาแคโรทีน 640 ไมโครกรัม 6%
  • วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 3 0.67 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 6 0.12 มิลลิกรัม 9%
  • วิตามินบี 9 43 ไมโครกรัม 11%
  • วิตามินซี 36 มิลลิกรัม 60%
  • ธาตุแคลเซียม 11 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุเหล็ก 0.16 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุโพแทสเซียม 168 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุสังกะสี 0.09 มิลลิกรัม 1%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ชะลออัลไซเมอร์ ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน

‘น้ำมะพร้าวอ่อน’ ยาชะลอ อัลไซเมอร์ ฝีมือนักวิจัย มอ.

แต่ละปีมีผู้หญิงทั่วโลกเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนอย่างถาวรประมาณ 50 ล้านคน เนื่องจากไม่มีฮอร์โมนจากรังไข่ มากระตุ้นมดลูกอีกต่อไป ผลข้างเคียงที่สำคัญอันเกิดจากการหมดประจำเดือนคือ โรคหัวใจ กระดูกผุ สตรีวัยทองมักได้รับฮอร์โมนทดแทน และพบอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ในสตรีวัยทองที่ได้รับฮอร์โมนลดลง

  ในสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นับล้านคน ส่วนประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์กว่าแสนคน หากได้รับฮอร์โมนทดแทนนานมากกว่า 5 ปี ขึ้นไป จะพบผลข้างเคียงอื่นๆ มากขึ้น ที่พบได้บ่อยก็คือมะเร็งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงมีความพยายามหาสารหรือพืชทดแทนจากธรรมชาติมาทดแทนฮอร์โมนสังเคราะห์

  ทั้งนี้ ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ซึ่งมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง เพื่อนำมาเป็นฮอร์โมนทดแทนและพบว่าสตรีวัยทองชาวอเมริกัน ที่เริ่มรับประทานอาหารจำพวกถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทองแล้วมีอัตราการเป็นมะเร็งต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านมสูงกว่าสตรีวัยทองในประเทศจีนหรือญี่ปุ่น ซึ่งคุ้นเคยกับการทานอาหารจำพวกถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

  สำหรับในประเทศไทย นักวิจัยได้ทำการศึกษาสารที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนปริมาณมากจนประสบผลสำเร็จแล้วคือผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือขาว แต่ประเทศญี่ปุ่นกลับได้จดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือขาวไปก่อนทั้งที่นักวิจัยของไทยได้ค้นคิดมาก่อนเป็นเวลานาน

  ดร. นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า ได้ทำการวิจัยน้ำมะพร้าวอ่อนที่มี ฮอร์โมนเอสโตรเจน ใกล้เคียงกับถั่วเหลือง และกวาวเครือขาว โดยใช้ความรู้ของภูมิปัญญาไทย ที่ว่า

  หากดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนขณะมีประจำเดือนจะมีผลทำให้ประจำเดือนหยุดหรือกลายเป็นประจำเดือนกะปริบกะปรอยและทำให้มีประจำเดือนครั้งต่อไปล่าช้ากว่าปกติ

  โดยทำการศึกษาวิจัย เรื่องผลของน้ำมะพร้าวอ่อนต่อการชะลอการเกิดพยาธิสภาพโรคอัลไซเมอร์ เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนวิจัยจากสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประจำปี 2546-2548 และผลงานดังกล่าวได้รับความสนใจสูงในระดับนานาชาติ โดยได้รับคัดเลือกเป็นผลงานแบบโปสเตอร์ดีเด่น สาขาประสาทกายวิภาคศาสตร์ จากงานประชุมวิชาการกายวิภาคศาสตร์แห่งประเทศไทยประจำปี2549 ครั้งที่ 29

  “จากการทดลองพบว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงและมีส่วนช่วยลดพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์ โดยใช้หนูขาวเพศเมียที่ถูกตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างเป็นแบบจำลองแทนสตรีวัยทอง พบว่าหนูขาวเพศเมียที่ถูกตัดรังไข่ออกและได้รับนำมะพร้าวเป็นเวลา 5 สัปดาห์ มีพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่าหนูกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำมะพร้าว

  นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีผลทำให้การสมานแผลเร็วขึ้น ทั้งยังไม่มีแผลเป็นอีกด้วย ซึ่งจะได้ศึกษาและพัฒนาให้เป็นยาเพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่แผลหายช้ากว่าปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน”

  จากความสำเร็จในครั้งนี้ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด ได้รับเชิญให้ไปให้คำแนะนำ ห้องปฎิบัติการเพื่อศึกษาการชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์โดยใช้สมุนไพร Nigella Sativa สมุนไพรพื้นเมืองของแถบเมดิเตอเรเนียน มีชื่อภาษาไทยว่า “เทียนดำ”ซึ่งมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ณ มหาวิทยาลัยปุตระ ประเทศมาเลเซีย และได้รับข้อเสนอให้ไปทำการวิจัยเรื่องดังกล่าวในห้องปฎิบัติการอันทันสมัยในมาเลเซีย

  ในเรื่องนี้ ดร.นิซาอูดะห์ เปิดเผยว่าได้ขอทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาให้น้ำมะพร้าวอ่อนเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง และยาเพื่อชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์และยาเพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นต่อไปในอนาคต และจะทำการจดสิทธิบัติเพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์สำหรับประเทศไทยต่อไป

  หากการศึกษาวิจัยประสบความสำเร็จจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่มะพร้าว และทำให้ชาวสวนมะพร้าวมีรายได้ดีขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกรรมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ เพราะมะพร้าวเป็นพืชเกษตรของภาคใต้ และยังเป็นการลดการนำสินค้า เครื่องสำอาง และยาเข้าจากต่างประเทศได้อย่างมาก
เคล็ดลับการกินทุเรียนช่วยให้หุ่นเพียว

แม้ว่า “ทุเรียน” จะถูกจัดหมวดหมู่ให้เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนแก่ร่างกายเพราะมีพลังงานและน้ำตาลสูงทำให้อ้วนได้ และเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะเข้าไปเพิ่มอุณหภูมิความร้อนให้ยิ่งขึ้นกับสภาพภูมิอากาศ ที่สำคัญหากรับประทานพร้อมกับแอลกอฮอล์ ยิ่งเสี่ยงและเป็นตัวการทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายมากถึงขั้นเสียชีวิตได้
        
       ทว่าอย่างไรก็ตาม “ทุเรียน” ก็จัดเป็นผลไม้ยอดฮิตและมีคุณประโยชน์คณานับนอกจากความอร่อย เพียงแค่รับประทานให้ถูกวิธีเท่านั้นก็ไร้อันตรายแถมหุ่นดีเตะตา สมราชาผลไม้ 

 
        ทานทุเรียนเพียวๆ ในตอนรุ่งเช้า
       
       เนื่องจากทุเรียนมีฤทธิ์ร้อน การรับประทานในช่วงเช้าประมาณ ตี 5 จนถึง 7 โมงเย็น จึงเป็นการบาลานซ์อุณหภูมิในร่างกายไม่ให้ร้อนจนเกินเกณฑ์ปกติ และเหตุผลที่ควรรับประทานทุเรียนในช่วงเช้าอีกข้อหนึ่ง ก็เพราะทุเรียนมีสรรพคุณช่วยในการขับถ่าย การรับประทานทุเรียนในเวลาดังกล่าวจึงเป็นทั้งการช่วยลดน้ำหนักและปรับให้ธาตุในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ (ซึ่งช่วงเวลา 5.00-7.00 น. เป็นเวลาลำไส้ใหญ่ ส่วน 7.00-9.00 น. เป็นเวลาของกระเพราะอาหาร) ธาตุในร่างกายของเราเริ่มทำงานและพร้อมที่จะใช้พลังงานในระหว่างวันไม่กลายเป็นไขมันสะสม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ควรรับประทานเกิน 2-3 พู 
       
       เลือกผลห่ามๆ ไม่สุกมากจนเกินไป
       
       แม้ว่าทางหลักการวิจัยวารสารโภชนาการคลินิกของเอเชียแปซิฟิก ได้ตีพิมพ์ผลกานวิจัยในหัวข้อ Glycemic Index of common Malyasian fruits โดย S Daniel Robert และคณะในปี 2551 ผลการวิจับกลับพบว่าทุเรียนมีน้ำตาลในกระเลือดขึ้นช้าที่สุดในครึ่งชั่วโมงแรก(ช่วงเวลาที่น้ำตาลขึ้นสูงสุด) ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเพียงแค่ 49 ต่างจาก แตงโม 55, มะละกอ 58, สับปะรด 82, และยังต่ำกว่าในอาหารอีกหลายชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึงว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่าทุเรียนมาก แต่ก็ควรเลือกรับประทานผลที่สุกเกินไป เพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะแฝงในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว เนื่องจากคุณค่าของทุเรียนในหนึ่งเม็ดที่เรารับประทานได้ วิตามินเอ บีตา-แคโรทีน 46 ไมโครกรัม ไทอามีน หรือวิตามินบี 1 ประมาณ 0.374 มิลลิกรัม , ไพริดอกซิน หรือวิตามินบี 0.316 มิลลิกรัม, ไรโบเฟลวิน หรือวิตามินบี 2 ประมาณ 0.200 มิลลิกรัม, ไนอาซิน หรือวิตามินบี 3 ประมาณ 2.5 มิลลิกรัม, วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม โฟเลต 36 ไมโครกรัม เท่ากัน 
 
        งดอาหารและดื่มน้ำทันที
       
       เพราะได้รับพลังงานที่เพียงพอต่อที่ร่างกายจะนำไปใช้ในระหว่างวันแล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานอาหารเพิ่ม แต่ควรรับดื่มน้ำเปล่าอุ่นๆ หรือน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องในปริมาณ 250 ซีซี ผสมกับเกลือประมาณครึ่งช้อนชา เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลแก้ความร้อนของทุเรียนในร่างกาย และทำให้ร่างกายได้ชำระล้างเส้นใยคล้ายๆ การดีท็อกซ์สารพิษนั้นเอง 
       
       เท่านี้นอกจากจะได้เก็บเกี่ยวความอร่อยสมเวลาที่รอคอย ยังได้สุขภาพทั้งภายนอกและภายในที่ดีอีกด้วย แค่เพียงใส่ใจและมีวินัยในการรับประทาน “ทุเรียน” เราก็จะได้รับประโยชน์อย่างที่ไม่ต้องกังวล
Coconut Milk ประโยชน์อัดแน่นเต็มๆเม็ด

Coconut Milk เป็นนมมะพร้าวอัดเม็ดที่ทำมาจากผงเนื้อมะพร้าวบริสุทธิ์ โดยปราศจากส่วนผสมของนมวัวซึ่งเหมาะมากสำหรับผู้ที่ผู้แพ้นมวัว นมถั่วเหลือง หรือผู้ไม่ทานเนื้อสัตว์ (มังสะวิรัติ)

 

เนื่องจากนมมะพร้าวอัดเม็ดทำมาจากเนื้อมะพร้าวบริสุทธิ์ ที่มีส่วนประกอบของกรดลอริก (Lauric Acid) ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ และ น้ำกะทิ เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยน “กรดลอริก” ให้เป็น “โมโนลอริน”

 

สรรพคุณที่เด่นๆ

  • ต้านทานได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อยืสต์ เชื้อโปรโตรซัว และเชื้อไวรัส
  • ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน
  • ช่วยลดการอักเสบ
  • ไม่ทำลายกับจุลินทรีย์ดีๆ ในลำไส้ จึงไม่อันตรายกับร่างกายแน่นอน
  • ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง สิว ฝ้า กระ หูด

 

 

 

น้ำมะพร้าว VS น้ำกะทิ กับประโยชน์ที่คุณอาจไม่เคยรู้

น้ำมะพร้าว

  • ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อร่างกายจากเหล่าอนุมูลอิสระ   
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
  •  ช่วยป้องกันการเกิดโรคไต และนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  • ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีและไตรกลีเซอไรด์ได้

น้ำกะทิ

  • ช่วยควบคุมน้ำหนักเพราะมันมีกรดไขมัน ที่ย่อยง่าย
  • เนื้อมะพร้าวสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีได้
  • ในกะทิมีสารช่วยต่อต้านแบคทีเรีย และสารต่อต้านเชื้อรา
  • สารแอนตี้ออกซิเด้นท์และกรดลอริกในน้ำกะทิสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง

 

curejoy

 

ทุเรียนกินถูกวิธี ไม่อ้วน...แถมได้ประโยชน์กับสุขภาพ

เลือกทุเรียนสีเหลืองเข้ม

เช่น พันธุ์ชะนีไข่ และพวงมณี เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งเบต้าแคโรทีนช่วยในการบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก ชะลอการเสื่อมของกระจกตาในผู้สูงอายุได้

 

ทุเรียนยิ่งสีเข้มยิ่งดี

ทุเรียนถ้ายิ่งมีสีเข้มจะมีสารแคโรทีนอยด์สูงตามไปด้วย สารนี้จะช่วยทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์ภายในร่างกาย ซึ่งมีความสำคัญในการแบ่งตัวของเซลล์ และยังช่วยบำรุงผิวพรรณได้ด้วย

 

ทุเรียนมีโฟเลตสูง

โฟเลตช่วยบำรุงสมอง ช่วยป้องกันโรคหลงลืมได้ หรือคนท้อง โฟเลตจะช่วยให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตปกติ แต่ถ้าคนท้องกินมากจะทำให้น้ำหนักตัวขึ้นเร็ว อาจส่งผลทำให้เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นควรกินแค่ 1-2 เม็ด

 

ทุเรียนมีเส้นใยอาหารสูง

ทุเรียนมีเส้นใยอาหารประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ (แล้วแต่สายพันธุ์)

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : health.kapook.com

 

กรดลอริก กรดมหัศจรรย์ใน “มะพร้าว”

“กรดลอริก” คือ

กรดลอริก (Lauric Acid) คือไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ และ น้ำกะทิ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวอื่นๆ เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยน “กรดลอริก” ให้เป็น “โมโนลอริน” ที่มีคุณสมบัติเหมือนยาปฏิชีวนะ

 

ประโยชน์ของ “กรดลอริก”

คุณสมบัติเด่น คือ  ต้านทานได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อยืสต์ เชื้อโปรโตรซัว และเชื้อไวรัส และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ลดการอักเสบ ทำลายเชื้อโรค ฯลฯ

 

“กรดลอริก” ใช้รักษาโรคอะไรบ้าง?

กรดลอริก ในทางการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาและบรรเทาหลายอาการ ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดลมอักเสบ โรคหนองในแท้ โรคเชื้อรา การติดเชื้อในลำไส้ที่เกิดจากปรสิต โรคกลากเกลื้อน ไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ โรคเริมริมฝีปาก อาการติดเชื้อ HSV ฯลฯ ที่สำคัญ “กรดลอริก” ยังสามารถป้องกันเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกได้ด้วย